เจาะใจผู้บริหารเกาหลีแห่งเว็บ Mthai-Yenta4

 

เผยปีนี้ตั้งเป้าโตไม่น้อยกว่า 30% แม้เศรษฐกิจจะแย่ ระบุฐานลูกค้า Mthai และ Yenta4 เป็นคนละกลุ่ม ชี้แนวโน้มเว็บไซต์ในอนาคตยังคงเป็นเว็บ 2.0 อยู่ รับการปิดYouTube เมื่อ2เดือนก่อนของไอซีทีทำให้ วีดีโอ Mthai โตขึ้นมาก...

สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่กำลังร้อนระอุ ส่งผลให้ประชาชนมีความต้องการบริโภคข่าวสารที่ทันเหตุการณ์และสำคัญอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เว็บไซต์จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถตอบสนองความต้องการแก่ผู้บริโภคข่าวสาร ที่ชื่นชอบความรวดเร็วและนิยมใช้งานอินเทอร์เน็ต

วันนี้ IT Exclusive จึงพามารู้จักกับ ?ซัง โด ลี? ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมโนเทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์ Mthai เว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จและให้บริการมานานถึง 10 ปี อีกทั้งยังเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Yenta4 และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ผู้สนใจสามารถติดตามได้ ณ บัดนี้...

IT Digest : จุดเริ่มต้นของบริษัทโมโนเทค จำกัด?



ซัง โด ลี : โมโนเทคเริ่มมาประมาณ 6 ปีที่แล้ว ทำธุรกิจ 3 เรื่อง คือ 1.โมบายคอนเทนต์? 2.เว็บไซต์ Mthai และ Yenta4 และ 3.ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มี เว็บไซต์ mono2U แต่ว่าที่เริ่มต้นเลยจริงๆ เริ่มจากการทำเว็บไซต์ก่อน บริษัทมีเว็บไซต์ที่เราเคยดำเนินการชื่อ monotone.com ขณะนี้ monotone ได้ปิดตัวเองไปแล้ว แต่ฐานลูกค้าที่เคยใช้เว็บไซต์ monotone จะเป็นฐานที่ขณะนี้ใช้เว็บไซต์ Yenta4 อยู่ ส่วนเว็บไซต์ Mthai บริษัทได้ซื้อกิจการมาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว

IT Digest : ทำไมถึงปิดเว็บไซต์ monotone?

ซัง โด ลี : โมเดลของเว็บไซต์ monotone เป็นโมเดลที่เปิดให้ผู้ใช้งานได้เล่นเกมบนเว็บไซต์ โดยบริษัทจะเก็บเป็นไมโครเพย์เม้นท์ จริงๆถ้ามอง ณ วันนี้ ก็มีโมเดลนี้แต่เป็นรูปแบบของออนไลน์เกม คือ เกมพวกออดิชั่น หรือ ปังย่า ทั้งนี้ เมื่อก่อนบริษัททำเป็นแฟลชเกม เพราะเทคโนโลยีขณะนั้นไม่เหมือนตอนนี้ มีการขายไอเทมข้างในแฟลชเกมง่ายๆเพื่อร่วมเล่นเกมและมีรางวัลให้กับผู้เล่นเกม

ต้องบอกว่าเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตลาดของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังน้อยอยู่ และรูปแบบของธุรกิจ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ยังทำรายได้ไม่มากนัก บริษัทจึงมองว่าmonotone ยังไม่เหมาะกับยุคนั้นจึงไม่ทำต่อ และเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็นโทเทิ่ล จึงกลายมาเป็นเว็บไซต์ Yenta4

IT Digest : ภาพรวมการดำเนินงานของเว็บไซต์ที่ โมโนเป็นเจ้าของอยู่?

ซัง โด ลี : จริงๆภาพรวมต้องบอกว่า ดีขึ้นทุกปี ถ้าดูในเชิงธุรกิจบริษัทเติบโตขึ้นทุกๆปี ในตัวเลขที่เป็นเปอร์เซ็นต์เกิน 2 หลัก คือโตเกิน 10% ในทุกปี แต่ถ้าในเชิงของผู้ใช้งาน ตั้งแต่บริษัทซื้อกิจการ Mthai มาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จากเดิมที่อยู่ในอันดับ 10 ของทรูฮิตแต่ขณะนี้อยู่ในอันดับ 3 และจากเมื่อก่อนอาจมีผู้เข้าใช้เว็บไซต์อยู่ในตัวเลขหลัก 5 หมื่นยูนิตไอพี แต่ตอนนี้อยู่ประมาณ 3 แสนกว่ายูนิตไอพี จะเห็นได้ว่าจริงๆบริษัทเติบโตตามตลาดและอาจดีกว่าตลาดตรงที่อันดับเว็บไซต์ของบริษัทดีขึ้นทุกๆปี

IT Digest : จุดขายของ Mthai ที่ทำให้เว็บไซต์เติบโตขึ้น?

ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ตัวหลักที่ทำให้เว็บไซต์เติบโตได้ค่อนข้างเยอะคือผู้ใช้งานด้านคอนเทนต์ หรือที่เรียกกันว่าเว็บ 2.0 โดยฟีจเจอร์เหล่านี้จะเป็นตัวไดร์ฟ เช่น วีดีโอ Mthai ที่โตขึ้นเยอะในปีที่แล้ว เพราะ YouTube ถูกปิดโดยกระทรวงไอซีที ทำให้คนไทยไม่สามารถเข้าเว็บที่เป็นวีดีโอลิงค์ได้ อีกทั้งคนส่วนมากจะรู้จักเว็บไซต์ YouTube พอ Mthai เปิดตัววีดีโอ และมีคนเข้ามาใช้ปรากฎว่าสามารถเข้าได้เร็วกว่า YouTube เนื่องจาก Mthai มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในประเทศไทย วีดีโอเป็นตัวนึงที่ทำให้บริษัทฯโตขึ้นเยอะ ส่วนเว็บ2.0 เช่น บล็อกหรือคลับจริงๆโฟโต้อัลบั้มก็เป็นฟีจเจอร์เจนเนอร์เรตเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกับวีดีโอที่โตขึ้นมาอย่างมาหาศาล

IT Digest : การนำวีดีโอเข้ามาอยู่ในเว็บของบริษัทฯ มีการดูอย่างไรไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์?



ซัง โด ลี : จริงๆ ก็เหมือนกับYouTube แต่บริษัทฯเรามีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะไม่เอาวีดีโอที่ผิดลิขสิทธิ์มาโพสต์ให้ผู้ใช้ Mthai เข้าดู และบริษัทส่งเสริมอยู่ตลอดเวลาในการทำแคมเปญอย่างช่วงวันวาเลนไทน์ ผู้ใช้ 3-4 แสนคนที่เข้ามาใช้เว็บไซต์จะให้โพสต์วีดีโอที่ถ่ายเอง หากผู้ใช้โพสต์วีดีโอที่เกี่ยวกับความรักได้ดี Mthai จะมีรางวัลให้ เรามีกิจกรรมเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แต่ต้องยอมรับว่ามีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่โพสต์คลิปหรือคอนเทนต์ที่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ Mthai จะให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์และหน่วยงานรัฐ หากมีการติดต่อมา Mthai จะเข้าไปดูว่าเป็นจริงหรือไม่ หากเป็นคอนเทนต์ที่ผิดลิขสิทธิ์จริง Mthai จะลบ ทั้งนี้? Mthai มีการคุยกันกับหน่วยงานรัฐอยู่ตลอดเวลาว่าพวกนี้จะมีวิธีไหนบ้างที่จะป้องกันได้ หรือว่าจะต้องทำแคมเปญร่วมกันหรือเปล่า

IT Digest : จากการพูดคุยกับหน่วยงานรัฐเป็นอย่างไรบ้าง?

ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นที่เริ่มต้น เพราะการที่จะทำตรงนี้ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม สิ่งที่ทำให้ Mthai คิดว่าอยากจะทำในปีนี้เพราะ Mthaiครบรอบ 10 ปี เราจึงคิดว่าเราอยากจะร่วมมือกับเว็บไซต์อันดับต้นๆของประเทศ อาจจะเป็นการรวมกลุ่มกันทำทีมขึ้นมาอย่างที่ต่างประเทศทำกันเป็นระบบเครดิตครอส์เม้นท์ ที่ทำกันขึ้นมา จริงๆต้องบอกเริ่มจากการให้ความรู้กับพันธมิตรก่อนว่า การที่มีระบบพวกนี้ไม่ใช่แค่ป้องกันคนที่มีลิขสิทธิ์คอนเทนต์อย่างแกรมมี่ อาร์เอส แต่ว่าตัวคุณเองถ้าวันนึงอาจจะทำคอนเทนต์ให้มันดังขึ้นมาได้ การมีระบบเครดิตครอส์เม้นท์ เป็นการที่ผู้ใช้สามารถป้องกันสิทธิ์ของตัวเองได้ อันนี้ก็เป็นโครงการนึงที่ Mthai อยากจะผลักดัน แต่อย่างที่บอกตอนแรกว่าจะให้ Mthai ตะโกนออกไปคนเดียวไม่ได้ เพราะว่าคนอีกมากมายที่อยู่ในวงการ และควรที่จะเข้ามาช่วยผลักดันเพื่อทำให้เกิด

IT Digest : ปัญหาของ Mthai ที่ได้พูดคุยกับกระทรวงไอซีทีแล้วมีอะไรบ้าง?

ซัง โด ลี : หลักๆเลยน่าจะเมื่อ 2-3เดือนที่ผ่านมา ในเรื่องของคอนเทนต์ที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ใช้ส่งอีเมลต่อๆกันว่ามีภาพของนักศึกษาหรือผู้หญิงขายบริการมาอยู่ในเว็บ Mthaiก็ได้คุยกับกระทรวงไอซีทีว่า จริงๆแล้วมันไม่ใช่ น่าจะเป็นการนำภาพมาตัดต่อ แต่การที่มีประเด็นอย่างนี้ออกมาเหมือนเป็นการมุ่งโจมตีบางเว็บมากกว่า

ถ้าเรารู้ว่ามีเราควรที่จะทำอะไรให้เป็นมาตรการเพื่อให้เรื่องดังกล่าวหายไปมากกว่า จะให้เป็นกระแสสังคมและให้คนรู้ว่าเว็บมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราไม่ควรมองเว็บไซต์ด้านเดียวว่าไม่ดี เว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ก็มีประโยชน์และโทษ อยู่ที่ว่าผู้ใช้จะนำประโยชน์เหล่านั้นมาใช้อย่างไร หรือผู้ใหญ่จะเข้าใจการใช้เว็บไซต์ดีพอหรือไม่ ในการเข้าไปช่วยชี้ทางให้ผู้ใช้ที่ยังไม่มีไอเดียว่าอะไรถูกอะไรผิด โดยที่ผ่านมาได้มีพูดคุยถึงตัว เคสที่เป็นกระแสสังคมเราก็ชี้แจงขึ้นเว็บและได้คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้ามีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นเราก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่ในเคสที่เกิดขึ้นเมื่อ 1-2 เดือนที่แล้วนั้นไม่ได้เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง เป็นการกลั่นแกล้งกันมากกว่า

IT Digest : จากกรณีดังกล่าวทำให้ยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ Mthai เพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร?

ซัง โด ลี : ต้องบอกว่าจริงๆ ไม่ได้มีคนเข้าชมเพิ่มขึ้น แต่มากขึ้นในอัตราที่เท่ากันกับที่ตลาดโตขึ้น แต่ไม่ใช่พอมีกรณีอย่างนี้แล้วผู้ใช้บริการจะแห่กันเข้ามาดู ผมคิดว่าคนที่เข้ามาดูเนื้อหาเหล่านี้ ก็เป็นคนกลุ่มนึงเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยากมาหาอะไรแบบนี้ในเว็บไซต์ เพราะฉะนั้นเรื่องตัวเลขไม่ได้ประโยชน์อะไรกับMthai

จริงๆ Mthai มองว่าเราเสียหายในเชิงภาพลักษณ์ของเราด้วย เพราะฉะนั้นผมว่าเราจะต้องพยายามให้ความรู้ทั้งผู้ใช้และคนที่เป็นพ่อแม่หรือคนที่มีพลังในสังคม คงเป็นโจทย์ของคนที่มีทั้งอำนาจและมีความรู้ พยายามให้ความรู้กับตลาดมากกว่าจะห้ามหรือใช้กฎหมาย ผมเชื่อว่าโลกสมัยใหม่ไม่มีทางที่จะเหมือนกับการใช้กฎบังคับเรื่องเทคโนโลยีได้ เช่นในวงการเกม จะมีการลงทะเบียน ถ้าเป็นเด็กก็จะต้องลงทะเบียนก่อนถึงจะเล่นได้ตอนเย็น ทั้งนี้ การที่จะทำให้เด็กเลิกเล่นเกมผมว่าทำได้ยากมาก แทนที่เราคิดว่าจะทำให้เด็กเลิกเล่นเกมยังไงเราไปส่งเสริมสิ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเกมแต่ว่าดี ในเชิงสร้างผู้ใช้ที่เป็นคนเล่นเกมให้เป็นคนพัฒนาเกมหรือสร้างอุตสาหกรรมเกมขึ้นมาด้วยจะทำได้หรือไม่?

IT Digest : Mthai มีกระบวนการดูแลเรื่องการโพสต์ภาพหรือข้อความอย่างไรบ้าง?



ซัง โด ลี :? Mthaiมีกระบวนการ การแจ้งลบในตัวระบบอยู่แล้ว โดยทุกระบบที่ผู้ใช้เป็นคนสร้างเนื้อหาจะมีปุ่มขึ้นมาในกล่องสมมุติผู้ใช้โพสต์รูปหรือตั้งกระทู้จะมีเป็นไอค่อนขึ้นมา 1ตัว ใช้สำหรับการแจ้งลบ หลังจากผู้ใช้แจ้งลบMthaiจะมีเว็บมาสเตอร์คอยดูคอยกลั่นกรองอีกครั้ง บางครั้งการแจ้งลบในเชิงผิดกฎหมาย Mthaiจะแจ้งลบเลย แต่ถ้าเป็นเนื้อหาที่แกล้งกันหรือเป็นความคิดที่ต่างกัน Mthaiก็ไม่ได้เอาออก แต่ในกรณีที่หน่วยงานรัฐส่งมาMthai เอาออกโดยระบบ

สำหรับระบบแจ้งลบในอนาคต Mthai จะปรับให้ดีขึ้นฉลาดขึ้น โดยขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานที่ Mthai คัดเลือกหรือเป็นผู้ใช้ที่สมัครเป็นสมาชิก หากแจ้งลบข้อความเดียวกันเกินกี่คน Mthai จะนำเนื้อหานั้นลงก่อน ทั้งนี้กระบวนอาจจะเป็นกระบวนการที่อัตโนมัติแต่ไม่ได้เป็นการลบออกไปเลย Mthai จะดึงออกมาไม่ให้ผู้ใช้คนอื่นเห็นและถึงเวลาทำงานของเว็บมาสเตอร์จะมาตรวจสอบอีกครั้งว่าเนื้อหาดังกล่าวผิดจริงหรือไม่ หากผิดจริงจะนำออกเลย ถ้าไม่ผิดแต่มีประเด็นเราจะแจ้งกลับไปที่คนโพสต์ อย่างไรก็ตามMthai ไม่เชื่อว่าการมอนิเตอร์จะดูได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเราต้องอาศัยกำลังของผู้ใช้เพื่อให้เข้ามาช่วยกลั่นกรองตรงนี้

IT Digest : นโยบายการทำธุรกิจออนไลน์ของ Mthai?

ซัง โด ลี : หากมองอินเทอร์เน็ตเป็นธุรกิจก็มองได้ไม่กี่โมเดล 1.คือการทำให้คนเข้ามาเยอะๆและสร้างรายได้จากโฆษณาซึ่งตรงนี้ Mthai ทำมาตั้งแต่เริ่มแล้ว และMthai ก็มีทีมขายที่ดูเรื่องลูกค้าโดยตรงและกลุ่มที่เป็นเอเจนซี่ Mthai ก็พยายามติดต่อและพยายามสร้างแวลูตรงนี้ให้บริษัทโฆษณารู้ว่าการที่มาลงโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่วัดได้ดีที่สุด อาจจะไม่มีคนดูมากเท่ากับโทรทัศน์ หรืออาจจะไม่มีคนฟังเท่ากับวิทยุแต่อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อเดียวที่วัดได้ว่าคนดูเท่าไหร่ คนมีส่วนร่วมเท่าไหร่ Mthaiจะเน้นให้ความรู้คนในอุตสาหกรรมตรงนี้ว่าอินเทอร์เน็ตมีพลัง

ส่วนโมเดลอื่นๆที่ Mthai มอง มีเรื่องของการสมัครสมาชิกบริการออนไลน์ ที่ต้องยอมรับว่ายังมีน้อยมากที่บริษัททำเว็บไซต์ รูปแบบธุรกิจและได้รายได้ ยกตัวอย่างการสมัครใช้บริการ เช่น ฟังเพลง หรือการเหมาดาวน์โหลดเพลง อย่างไรก็ตาม บางบริษัทที่ทำแต่ Mthai มองว่าผู้ใช้ในประเทศไทยยังชินกับการได้ของฟรีอยู่ Mthai จึงยังไม่ได้เน้นตรงนี้มาก อีกรูปแบบธุรกิจคือเรื่องของการซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ ซึ่งในฐานของ mono2U เองเราพยายามให้ฐานตรงนี้เกิด แต่ต้องบอกว่าขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

IT Digest : ขณะนี้การทำอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง?

ซัง โด ลี : ถ้าดูตัวเลขก็เติบโตขึ้นทุกปีแต่ตัวชีวัดการเติบโตยังเล็กกว่าเรื่องของการทำโฆษณา หรือเรื่องเป็นเกม อย่างเกมออนไลน์ขณะนี้อยู่ในหลัก 2-3 พันล้านแล้ว ส่วนการทำโฆษณาจะอยู่ประมาณ พันกว่าล้าน ถ้าอีคอมเมิร์ซ ผมว่ามันยังเล็กอยู่

IT Digest : ทำไมอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยถึงยังเป็นตลาดที่เล็กอยู่ทั้งๆที่ทุกภาคส่วนพยายามสนับสนุนตรงจุดนี้?

ซัง โด ลี : ถ้าอีคอมเมิร์ซในประเทศไม่รวมกับบิสิเนสทูบิสิเนส หรือต่างประเทศเข้ามาใช้ ยังเล็กอยู่ แต่ถ้ารวมพวกต่างประเทศ เช่นท่องเที่ยวก็ถือว่าใหญ่ เพราะคนต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจะใช้วิธีการจองผ่านออนไลน์พวกทราเวอร์เอเจนซี่ แต่ถ้ามองในประเทศไทยอย่างเดียวผมคิดว่าพฤติกรรมของคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้ายังขาดความมั่นใจเรื่องการจ่ายเงิน จุดชำระเงินยังมีไม่มากพอ รวมถึงยังไม่มีความเชื่อมั่นกับตัวระบบ อีกทั้งคนที่ทำธุรกิจตรงนี้ยังเป็นกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมไม่ได้เป็นอีคอมเมิร์ซ และหากดูราคาจากเว็บไซต์และนำไปเทียบกับร้านค้าที่ขายตรง ราคาสินค้าบนเว็บไซต์ไม่ได้ถูกมาก เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของคนอาจจะเข้ามาดูในเว็บไซต์เพื่อเป็นตัวเลือกแต่เวลาซื้อจริงจะซื้อที่ร้านมากกว่า

IT Digest : กลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ Mthai และYenta4?

ซัง โด ลี : เว็บไซต์ Mthai เดี๋ยวนี้ค่อนข้างชัดว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ ตั้งแต่เด็กมหาวิทยาลัยจนถึงคนทำงาน แต่ที่เน้นๆคงจะเป็นคนมหาวิทยาลัยกับคนที่เพิ่งเข้าไปทำงาน ส่วนเว็บไซต์ Yenta4 จะเป็นช่วงอายุที่ลดลงมานิดนึง คือจะเป็นกลุ่มเด็กมัธยมและกลุ่มคนที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

IT Digest : แนวโน้มต่อไปของเว็บไซต์ Mthai และYenta4 จะไปในแนวไหน?

ซัง โด ลี : อย่างที่ผมพูดตอนแรกเรื่องเว็บ 2.0 ผมคิดว่ามันเป็นแนวโน้มของเว็บไซต์ทั่วโลก แทนที่จะเป็นรูปแบบเดิมที่ต้องมีคนมาคอยโพสต์เนื้อหาและคอยนำเสนอทุกอย่างให้กับผู้ใช้ น่าจะเป็นผู้ใช้สามารถนำเสอนกันเองได้แบ่งกันเองได้ เพราะฉะนั้นในหลายๆฟีจเจอร์ทั้ง Mthai และ Yenta4ที่เป็นเว็บ 2.0 จะมากขึ้น และเนื้อหาที่ Mthai เป็นคนป้อนให้ผู้ใช้จะต้องเป็นเนื้อหาที่พิเศษจริงๆ ยกตัวอย่างในเอ็มไทยก็จะเป็น Gossip ซึ่งเป็นคอนเทนต์ของบริษัทเองคือนิตยสาร Gossip Star และจะมีเนื้อหาในส่วนอื่นๆที่บริษัทฯทำขึ้นมาเองบริษัทฯจะมีทีมบรรณาธิการเพื่อจัดการเนื้อหาและจะมีเนื้อหาเราป้อนให้ผู้ใช้ แต่แนวโน้มของเว็บใหม่ๆจะเป็นในเรื่องของ 2.0 ทั้งนั้น

IT Digest : ความแตกต่างระหว่างเว็บไซต์ Mthai และ Yenta4 ?

ซัง โด ลี : Yenta4 เป็นสิ่งที่บริษัทฯสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรก โดยเนื้อหา และฟีจเจอร์ทั้งหมดจะเป็นผู้ใช้เป็นคนสร้าง แต่Mthai เป็นการที่บริษัทฯไปซื้อกิจการของบริษัทอื่นมาได้ประมาณ 5 ปี โดยเรามองว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเป็นยุคที่กำลังเริ่มต้น เราจึงซื้อกิจการของ Mthai lส่วนเหตุผลที่บริษัทฯทำเว็บไซต์ Yenta4ขึ้นมา เพราะเราอยากรู้ว่าหากเราไม่ได้ซื้อกิจการของใครมาตั้งแต่แรก เราไม่มีฐานลูกค้าประจำ แต่เป็นการสร้างฐานลูกค้าขึ้นมาใหม่เราจะทำได้ดีขนาดไหน ขณะนี้บริษัทจึงมีรูปแบบธุรกิจ 2 อย่างคือ ซื้อกิจการต่อจากคนอื่น และสร้างขึ้นมาใหม่เอง แต่ถ้าดูผลที่ออกมาจริงๆแล้วการเป็นคนแรกเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าคนรู้จักเว็บไซต์อยู่แล้ว เราควรที่จะพัฒนาฟีจเจอร์ให้มันดีขึ้นเพื่อให้คนเข้ามาได้มากขึ้น

IT Digest : ปีนี้บริษัท โมโน ตั้งเป้าเติบโตเท่าไหร่?

ซัง โด ลี : ปีที่แล้วบริษัทฯเติบโตอยู่ในตัวเลข 2 หลัก มากกว่า 30% แต่ปีนี้เรามองว่าน่าจะยังคงเติบโตอยู่ในตัวเลขเป็น 2 หลักเหมือนเดิม แม้ว่ายอดขายโฆษณาของบริษัทจะลดลง เมื่อย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นปี แต่ผมเชื่อว่าปีนี้บริษัทจะเติบโตประมาณ 20-30 % ซึ่งปีที่แล้ว ดีกว่านี้

IT Digest : อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์?

ซัง โด ลี : อยากจะฝากคนที่มีอำนาจสามารถพัฒนาให้ผู้ใช้งานในประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นได้ ???
และอยากฝากถึงผู้ใหญ่ที่จะเข้ามาในวงการอินเทอร์เน็ตว่าสิ่งที่อินเทอร์เน็ตประเทศไทยขาดคือ การส่งเสริมเยาวชนให้ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้ดีกว่าทุกวันนี้ เนื่องจากทุกวันนี้ผู้ใหญ่จะมองว่าเด็กเล่นเกม หรือ เข้าไปดูคลิปที่ไม่เหมาะสมกันจำนวนมาก แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ที่ดีอะไรบ้าง ผู้ใหญ่ก็จะไม่สามารถให้ความรู้กับเด็กได้ การที่จะทำให้ธุรกิจดังกล่าวเติบโตและเด็กเดินไปถูกทาง ผมว่าจะต้องเริ่มจากตัวผู้ใหญ่ก่อน จึงอยากฝากให้หลายๆหน่วยงานรวมถึงบริษัทต่างๆ ลองหาวิธีที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น โดย Mthai เองก็จะเข้ามาช่วยในจุดนี้ด้วย เพราะปีนี้ Mthai ครบรอบ 10 ปี ก็มีหลายๆโครงการที่Mthai เตรียมจะออกมาตอบแทนผู้ใช้บริการ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet